เรื่องราวของ "หยก"
หยกเป็นอัญมณีที่มีความสวยงามชนิดหนึ่ง หลายคนอาจชื่นชอบและชื่นชมในความสวยงามของหยก
"หยก-Jade" มาจากภาษาสเปนว่า piedra de hijada หมายถึงหินเนื้อดี
เชื่อว่าหยกสามารถรักษาอาการผิดปกติเกี่ยวกับสะโพกได้ หยกเป็นพลอยเนื้ออ่อนแต่ราคาค่อนข้างแข็ง
จึงจัดเข้าเป็นพวก Precious Stone หรือรัตนชาติ หยกมีอยู่ด้วยกัน
2 ชนิด คือ หยกอ่อน (Nephaite) ซึ่งมีราคาถูก และหยกแข็ง (Jadeite)
ที่มีราคาสูงลิ่ว เจไดต์มีลักษณะโปร่งแสงและเป็นมันวาว สีของหยกมีหลากหลายตั้งแต่ขาวไปจนถึงเขียว
ดำ น้ำตาล และแดง ชาวจีนถือว่าหยกสีเขียวมรกตเป็นหยกที่มีค่ามากที่สุด
คนจีนเรียกหยกว่า หยู ยุก หยุก และเง็ก ยกย่องว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งคุณธรรม
5 ประการ คือ ใจบุญ สมถะ กล้าหาญ ยุติธรรม มีสติปัญญา เชื่อว่าเป็นสื่อของพลังในการสร้างสรรค์
มีอำนาจคุ้มครองป้องกันอัปมงคลและรักษาโรคได้ เด็กๆ ชาวจีนมักถูกให้สวมเครื่องรางทำด้วยหยกชิ้นเล็กๆ
เพื่อป้องกันโรคภัย และมีการนำหยกไปบดละลายกับน้ำค้างนำมาดื่ม
เชื่อว่าจะทำให้จิตใจสงบ มีตำนานเล่าว่าเมื่อผานกู่สิ้นชีพ ลมหายใจของท่านได้กลายเป็นสายลมกับหมู่เมฆ
เนื้อหนังกลายเป็นดิน ไขกระดูกกายเป็นหยกและไข่มุก ดังนั้นชาวจีนจึงเชื่อว่าหยกมีอำนาจวิเศษด้วย
ชาวจีนโบราณเคยใช้หยกในการประกอบพิธีศาสนา และหลังจากนั้นจึงนำมาใช้เป็นเครื่องประดับ
หยกสีเขียว เป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ ร่ำรวย หยกสีขาว
สัญลักษณ์ของความมีโชคดี หยกสีม่วง สัญลักษณ์ของชีวิตที่มีความสมบูรณ์พร้อม
หยกสีอ่อนๆ เนื้อแก้ว สัญลักษณ์ของจิตใจที่สงบสุข
สีของหยกที่จัดว่าสวยที่สุดนั้นเรียกว่า Imperial Jade มีสีเขียวเข้มเพียงสีเดียว
ไม่มีสีอื่นปนเลย ส่วนหยกที่มีสีเขียว แดง ขาว เหลือง ม่วง และดำ
หากปน 3 สีในเม็ดเดียวกันเรียก "หยก 3 สี" ชาวจีนเรียก
"ฮก ลก ซิ่ว" มีค่า หายาก ถือเป็นสิริมงคลของเจ้าของ
แหล่งผลิตเครื่องหยกที่ขึ้นชื่ื่อของจีนในปัจจุบันตั้งอยู่ที่เมืองชิงเทียน
(มณฑลเจ๋อเจียง) โซ่วซาน (มณฑลฝูเจี้ยน)และลั่วหยาง (มณฑลเหอหนาน) |