การสอบวัดระัดับความรู้ภาษาญี่ปุ่น
เป็นการวัดระดับความสามารถทางภาษาญี่ปุ่นสำหรับชาวต่างชาติ จัดทำโดย สมาคมการศึกษานานาชาติของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งจะเปิดรับสมัครประมาณเดือน ตุลาคม – กันยายน และจัดสอบในเดือนธันวาคมของทุกปี
การสอบวัดระดับ แบ่งออกเป็น 4 ระดับ
ระดับ 1 ความสามารถทางภาษาญี่ปุ่นระดับ 1 คือ ระดับสูงสุด เป็นเกณฑ์คุณสมบัติสำหรับผู้ที่ต้องการสอบเข้าศึกษาต่อระดับมหาวิทยาลัยในญี่ปุ่น
รองลงมา คือระดับ 2 ระดับ 3 ระดับ 4 ตามลำดับ ดังรายละเอียดที่แสดงไว้ในตารางข้างล่างนี้

รายละเอียดของการสอบและเกณฑ์การวัดผลของแต่ละระดับ
ระดับ
รายละเีอียด
เกณฑ์การวัด
ข้อสอบแต่ละส่วน เวลา (นาที) คะแนน
1
คำศัพท์
การฟัง
การอ่านและไวยกรณ์
45
45
90
100
100
200
ผู้สอบควรรู้ไวยกรณ์และคันจิระดับสูงประมาณ 2,000 ตัว ศัพท์ประมาณ 1,000 ตัว นอกจากนี้ควรมีความรู้ภาษาญีปุ่นทั่วไปที่ใช้ในชีวิตประจำวันและการเรียนใน
มหาวิทยาลัยเรียนภาษาญีป่นมาแล้ว 900 ชั่วโมง
รวม
180
400
2
คำศัพท์
การฟัง
การอ่านและไวยกรณ์
35
40
70
100
100
200
ผู้สอบควรรู้ไวยกรณ์และคันจิระดับค่อนข้างสูงประมาณ 1,000 ตัว ศัพท์ประมาณ 6,000 ตัว สนทนาและอ่านภาษาญี่ปุ่นทั่วไปในเรื่องทั่ว ๆ ไปได้ เรียนภาษาญี่ปุ่นมาแล้ว 600 ชั่วโมง
รวม
145
400
3
คำศัพท์
การฟัง
การอ่านและไวยกรณ์
35
35
70
100
100
200
ผู้สอบควรรู้ไวยกรณ์และคันจิขั้นพื้นฐานประมาณ 300 ตัว ศัพท์ประมาณ 1,500 ตัว และสามารถอ่านเขียนประโยคง่าย ๆ ได้
รวม
140
400
4
คำศัพท์
การฟัง
การอ่านและไวยกรณ์
25
25
50
100
100
200
ผู้สอบควรรู้ไวยกรณ์และคันจิระดับเบื้องต้นประมาณ 100 ตัว ศัพท์ประมาณ 800 ตัว และสามารถอ่านและเขียนประโยคง่าย ๆ สั้น ๆ ได้ เรียนภาษาญีป่นมาแล้ว 150 ชั่วโมง
รวม
100
400


การสอบวัดระดับความรู้ภาษาจีน(HSK)
เป็นการสอบวัดระดับความรู้ภาษาจีนของประเทศจีน เริ่มในปี 1984 ต่อมาในปี ค.ศ.1991 จึงเริ่มเผยแพร่สู่ต่างประเทศ กระทั่งปัจจุบันมีประเทศต่าง ๆ เข้าร่วมโครงการกว่า 30 ประเทศ และมีสนามสอบกว่า 80 แห่งทั่วโลก และในปี ค.ศ.2003 มีจำนวนผู้เข้าสอบทั้งในประเทศจีนและต่างประเทศกว่า 60,000 คน ในจำนวนนี้ 90% ของผู้เข้าสอบเป็นคนเอเชีย เนื่องจากประเทศจีนและประเทศต่าง ๆ ในทวีปเอเชียเป็นบ้านพี่เมืองน้อง มีความสัมพันธ์ทางด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอันยาวนาน

การสอบวัดระดับความรู้ภาษาจีน(HSK) ในประเทศไทย ปัจจุบันมีสถานที่สอบ เป็น 3 แห่ง คือ กรุงเทพ ฯ , ภูเก็ตและเชียงใหม่

ระดับขั้นการสอบความรู้ภาษาจีน (HSK)
ระดับขั้นความรู้ HSK มีสามขั้น ได้แก่ HSK ระดับพื้นฐาน HSK ชั้นต้น-กลาง กับ HSK ชั้นสูง

HSK ระดับพื้นฐาน เหมาะสำหรับผู้เรียนภาษาจีนในระดับพื้นฐาน ได้แก่ผู้ที่เรียนภาษาจีนอย่างเป็นการเป็นงาน 100 ถึง 800 ชั่วโมง แบ่งเป็น 3 ระดับ
  • ระดับ 1 มีทักษะการใช้ภาษาจีนขั้นพื้นฐานระดับต้น รู้คำศัพท์ประมาณ 600 คำและไวยากรณ์ที่ประสานกัน ผู้สามารถสอบได้ระดับนี้จะได้รับใบรับรองความรู้ภาษาจีนระดับพื้นฐานเกรด C
  • ระดับ 2 มีทักษะการใช้ภาษาจีนขั้นพื้นฐานระดับกลางเป็นระดับที่จะได้ใบรับรองความรู้ภาษาจีนขั้นพื้นฐานเกรด B
  • ระดับ 3 มีทักษะในการใช้ภาษาจีนขั้นพื้นฐานระดับสูง สามารถสอบได้ระดับนี้เป็นระดับต่ำสุดที่สามารถเข้าไปเรียนในคณะต่าง ๆ ทางวิทยาศาสตร์หรือเทคโนโลยีในมหาวิทยาลัยของจีนได้และเป็นระดับที่จะได้รับใบรับรองขั้นพื้นฐานเกรด A

    HSK ระดับต้น-กลาง เหมาะสำหรับ ผู้ทีเคยเรียนภาษาจีนอย่างเป็นการเป็นงาน 400 ถึง 2,000 ชั่วโมง
    ชั้นตัน-กลางแบ่งเป็น 6 ระดับด้วยกัน
    ผู้ที่ทำคะแนนได้ในระดับ 3 ถึง 5 จะได้รับใบรับรองชั้นต้น
    ผู้ที่ทำคะแนนได้ในระดับ 6 ถึง 8 จะได้รับใบรับรองชั้นกลาง
  • ระดับ 3 มีทักษะในการใช้ภาษาจีนอย่างเป็นการเป็นงานมา 800 ชั่วโมงขึ้นไป ระดับนี้เป็นระดับต่ำสุดที่จะเข้าไปเรียนในคณะต่าง ๆ ทางวิทยาศาสตร์หรือเทคโนโลยีในมหาวิทยาลัยจีน ได้หรือจัดเข้าไปเรียนในชั้นปีที่ 2 ของภาควิชาภาษาจีนสำหรับชาวต่างประเทศได้ และระดับนี้เป็นระดับที่จะได้รับใบรับรองระดับภาษาจีนชั้นต้น เกรด C
  • ระดับ 4 มีทักษะในการใช้ภาษาจีนชั้นต้นระดับกลาง เป็นระดับที่จะได้รับใบรับรองระดับภาษาจีนชั้นต้นเกรด B
  • ระดับ 5 มีทักษะในการใช้ภาษาจีนชั้นต้นระดับสูง เป็นระดับที่จะได้รับใบรับรองระดับภาษาจีนชั้นต้นเกรด A อันเป็นชั้นสูงสุดของชั้นต้น
  • ระดับ 6 มีทักษะในการใช้ภาษาจีนชั้นกลางระดับต้น ซึ่งระดับนี้เป็นระดับที่จะเข้าไปเรียนในคณะต่าง ๆ ทางศิลปศาสตร์ในมหาวิทยาลัยจีนได้ หรือ จัดเข้าไปเรียนชั้นปีที่ 3 ของภาควิชาภาษาจีนสำหรับชาวต่างประเทศ และระดับนี้เป็นระดับที่จะได้รับใบรับรองระดับภาษาจีนชั้นกลาง เกรด C
  • ระดับ 7 มีทักษะในการใช้ภาษาจีนชั้นกลางระดับกลาง เป็นระดับที่จะได้รับใบรับรองระดับภาษาจีนชั้นกลางเกรด B
  • ระดับ 8 มีทักษะในการใช้ภาษาจีนชั้นกลางระดับสูง เป็นระดับที่จะได้รับใบรับรองระดับภาษาจีนชั้นกลางเกรด A และระดับนี้ถือได้ว่าเป็นระดับที่สามารถทำหน้าที่เป็นล่ามระดับต้นได้

    HSK ระดับสูง เหมาะสำหรับผู้เรียนภาษาจีนชั้นสูง มีเป้าหมายในการสอบวัดระดับความรู้ภาษาจีนชั้นสูง วัดทักษะในการใช้ภาษาจีนของผู้สมัครสอบว่า พร้อมที่จะรับงานสอนภาษาจีน งานศึกษาวิจัยเกี่ยวกับภาษาจีนหรืองานแปลได้หรือไม่ หรือพร้อมที่จะไปศึกษาปริญญาโทขึ้นไปได้หรือไม่ การสอบวัดระดับภาษาจีนชั้นสูงประกอบด้วยส่วนข้อสอบภววิสัย (ข้อสอบที่ให้เลือกคำตอบที่ถูกต้องในหลายคำตอบ) และส่วนข้อสอบอัตนัย (เรียงความและบทสนทนา) สองส่วนด้วยกัน
    HSK ชั้นสูงแบ่งเป็น 3 ระดับ คือ
  • ระดับ 9 มีทักษะในการใช้ภาษาจีนชั้นสูง ระดับต้น ผู้ที่เคยเรียนภาษาจีนอย่างเป็นการเป็นงาน 3,000 ชั่วโมง เป็นระดับที่จะเข้าไปเรียนปริญญาโทในมหาวิทยาลัยของจีนโดยทั่วไป ผู้ที่สอบได้ระดับนี้สามารถทำงานที่ต้องใช้ภาษาจีนได้และระดับนี้เป็นระดับที่ได้รับใบรับรองภาษาจีนชั้นสูง เกรด C
  • ระดับ 10 มีทักษะในการใช้ภาษาจีนชั้นสูง ระดับกลาง ผู้ที่ได้ระดับนี้ สามารถทำงานที่ต้องใช้ภาษาจีนเฉพาะด้านได้ และเป็นระดับที่ได้รับใบรับรองระดับภาษาจีนชั้นสูงเกรด B
  • ระดับ 11 มีทักษะในการใช้ภาษาจีนชั้นสูง ระดับสูง ผู้ที่สอบได้ระดับนี้สามารถทำงานที่ต้องใช้ภาษาจีนเฉพาะด้าน ทั้งถือว่าสามารถทำหน้าที่ล่ามระดับกลางได้ และเป็นระดับที่ได้รับใบรับรองระดับภาษาจีนชั้นสูงเกรด A

    การออกใบรับรองความรู้ภาษาจีน HSK
    ผู้ที่ผ่านการสอบจะได้รับ ใบรับรองความรู้ภาษาจีนตามลำดับขั้น ที่สามารถทำคะแนนได้ โดยใบรับรองความรู้ภาษาจีน จะออกจากคณะกรรมาธิการสอบ วัดระดับความรู้ภาษาจีน HSK แห่งชาติ ณ นครปักกิ่ง เพื่อให้ผู้สมัครสอบเข้าใจ และคุ้นเคยกับวิธีสอบ HSK สำนักงานปฏิบัติงาน HSK แห่งประเทศไทย จึงจัดให้มีชั้นอบรม โดยอาจารย์ที่มีความรู้ความสามารถ เพื่ออบรมเตรียมการสอบ HSK ให้ผู้เข้าสมัครสอบเกิดความเชื่อมั่นยิ่งขึ้น จะได้ไม่ตื่นเต้นจนเกินไปในเวลาสอบจริง

  • Ikebana
    การจัดดอกไม้ ฮิเคบานะ แบบ triangle ที่เรียกว่า ten-chi-jin คือ
    สวรรค์ พื้นดิน และมนุษย์ เมื่อเปรียบเทียบกับรูปแบบการจัดดอกไม้
    เพื่อการประดับตกแต่งเพียงอย่างเดียวดังที่เป็นที่นิยมแพร่หลาย
    ในประเทศตะวันตกนั้น ศิลปะอิเคบานะ (Ikebana) หรือการจัดดอกไม้
    แบบญี่ปุ่น มุ่งสร้างสรรค์ความกลมกลืนของรูปทรงตามแนวนอน จังหวะ
    และสี ในขณะที่ชาวตะวันตกมักจะเน้นที่ปริมาณและสีสันของดอกไม้โดย
    ให้ความสนใจในความงามของดอกไม้เป็นส่วนใหญ่นั้น ชาวญี่ปุ่นจะเน้น
    แง่มุมตามแนวนอนในการจัด พร้อมทั้งพัฒนาศิลปะโดยรวมเอาแจกัน
    กิ่งก้าน ใบไม้และกิ่งไม้ ตลอดจนดอกไม้เข้าไว้ด้วยกัน โครงสร้างรวมของ
    การจัดดอกไม้แบบญี่ปุ่นวางบนแนวทางหลัก 3 ประการให้เป็นสัญลักษณ์
    ของสวรรค์ โลก และมนุษยชาติ โดยมากจะใช้กิ่งหลัก ๆ 3 กิ่ง ปักลงบนฐาน
    ของแจกันทรงกว้าง โดยเน้นให้มีเอกภาพและพื้นที่ว่าง


    Kabuki
    Kabuki ก่อกำเนิดในยุคอีโด ซึ่งเป็นโรงภาพยนตร์ที่มีชื่อเสียงสำหรับประชาชนคนธรรมดาสามารถเข้าชมได้ทั้งสีสัน การจัดชุดการแสดง Kabuki รวมทั้ง การแสดงที่หลากหลาย ประกอบกันทำให้รูปแบบการแสดงในรงภาพยนตร์ Kabuki น่าตื่นเต้น
          Kabuki-yakusha คือ นักแสดง Kabuki ได้รับบทบาทความสำคัญแตกต่างกัน
          Tachiyaku บทพระเอก
          Onna-yata บทนางเอก
          kataki-yaku บทตัวร้าย
    ต้นกำเนิดของ Kabuki
    กล่าวกันว่า Kabuki มาจาการเต้นรำของผู้หญิงคนหนึ่ง มีนามว่า นาง Okumi เต้นรำอยู่ริมแม่น้ำ Kyota ในช่วงต้นศตวรรษที่ 17 เธอลอกเลียนแบบการเต้นรำจาำหญิงนางโลม ดังนั้นเหล่าพวกผู้หญิงจึงต่างพากันต่อต้านการแสดงของเธอ แต่การแสดงก็ยังคงดึงดูดพวกผู้ชายได้ นั่นก็ยิ่งทำให้เธอถูกต่อต้าน ภายหลังการแสดง Kabuki จึงอนุญาติให้ผู้ชายแสดงได้เท่านั้น

     



    พิธีชงชา (Chanoyu)
    พิธีชงชา (หรือ ชะ-โนะ-ยุ ) คือสิ่งหย่อนใจอย่างสุนทรีย์อันเป็นเอกลักษณ์ของประเทศญี่ปุ่น ประกอบด้วยการชงชา การดื่มชาผงสีเขียวหรือมัทชา (Matcha) ได้ถ่ายทอดมาจากประเทศจีนเมื่อประมาณกลางศตวรรษที่ 8 จนกระทั่งปลายศตวรรษที่ 12 การถือปฏิบัติในการจัดการพบปะกันในวงสังคมเพื่อดื่มมัทชาได้แพร่หลายในบรรดาชนชั้นสูงมาตั้งแต่ประมาณศตวรรษที่ 14 จากนั้นวัตถุประสงค์หลักประการหนึ่งของการสังสรรค์ซึ่งมีขึ้นในโชอิน (Shoin : ห้องหนังสือ) ได้ค่อยๆ กลายเป็นเรื่องของการชื่นชมภาพวาดและงานฝึมือจากประเทศจีนในท่ามกลางบรรยากาศเงียบสงบ จึงสามารถสร้างรูปแบบอย่างที่เห็นในปัจจุบันได้อย่างสมบูรณ์ในฐานะของซะโด อากัปกริยาของผู้ที่ชงชาตั้งแต่ใส่มัตชะ (ชาผงสีเขียว) ลงในถ้วยชา เทน้ำร้อนลงไปคนถ้วยด้วยชะเซ็น (ที่ชงชาทำด้วยไม่ไผ่) แล้วดื่มเข้าไปนั้น ได้รับการยกย่องว่าเป็นศิลปะทั้งสิ้น
    ชะโดไม่เพียงแต่เป็นความงามในรูปแบบของศิลปะเท่านั้น แต่ยังตั้งอยู่บนพื้นฐานของ
    จิตวิญญาณของลัทธิเซ็นในศาสนาพุทธด้วยค่ะ กล่าวคือเป็นการฝึกจิตเพื่อเข้าไปสู่วะบิ
    หรือสภาพจิตใจอันสงบและพึงพอใจในการแสวงหาความงามจากความเรียบง่าย ทั้งนี้พัฒนาการของพิธีชงชาทำให้มีการพัฒนาคุณภาพของเครื่องเซรามิกและเครื่องเงินของญี่ปุ่นให้สูงขึ้น อีกทั้งเซ็นชะยังได้สร้างรูปแบบของพิธีชงชาที่เรียกว่า เซ็นชะโด ขึ้นมาอีกด้วย
    สำหรับวิธีชงชานั้นมีลำดับขั้นตอนดังต่อไปนี้ค่ะ เริ่มแรกจะต้องทิ้งน้ำเดือดให้เย็นลงจนมีอุณหภูมิที่เหมาะสม จากนั้นจึงใส่ใบชาจำนวนพอสมควรลงในกาน้ำชา และขั้นตอนสุดท้ายนั้นจะต้องรินน้ำออกจากกาน้ำชาใส่ถ้วยให้หมดจนถึงหยดสุดท้ายไม่ให้เหลือ มาถึงตอนนี้ มีเคล็ดลับของชาวญี่ปุ่นมาฝาก นั่นคือ หลังจากที่ใช้ไม้กวาดทำความสะอาดห้องที่ปูเสื่อทะตะมิแล้วให้โรยกากใบชาลงบนพื้นเสื่อให้ทั่ว ใบชาที่มีความชื้นอยู่จะช่วยดูดฝุ่น นับเป็นภูมิปัญญาจากสมัยโบราณช่วยให้ทำความสะอาดได้ง่ายขึ้นค่ะ
    หากอ่านเรื่องพิธีชงชาแล้วอยากจะไปเรียนการชงชาให้ถูกต้องและเข้าถึงแบบชาวญี่ปุ่นหล่ะก็
    ไปพร้อมกับ JCC เลยนะคะ

    คนญี่ปุ่น เค้าทำอะไรกันในวันปีใหม่
    เดือนธันวาคม เป็นเดือนส่งท้ายปี ชาวญี่ปุ่นเรียกกันว่า ชิวาซึ ตัวคันจิของ ชิวาซึ ก็คือ คำว่า ชิวาซึ
    นี้หมายความว่า พระกำลังวิ่ง ซึ่งเป็นการบอกให้ทราบว่าผู้คนจะมีงานยุ่งกันมากเพียงใดในช่วงสิ้นปี

    ตามสถานีรถไฟและสนามบินจะแน่นขนัดไปด้วยผู้คนที่จะกลับไปเยี่ยมบ้านในวันขึ้นปีใหม่ รวมทั้งผู้ที่จะไปเที่ยวต่างประเทศและผู้ที่จะไปเล่นสกี ร้านค้าตามย่านการค้าจะเริ่มขายของประดับตกแต่งสำหรับวันขึ้นปีใหม่ แผนกขายอาหารก็จะเต็มไปด้วยผู้คนที่ซื้ออาหารเตรียมไว้สำหรับวันขึ้นปีใหม่ ทุก ๆ บ้านจะทำความสะอาดบ้านครั้งใหญ่ ตกแต่งบ้านด้วยของตกแต่งสำหรับวันขึ้นปีใหม่และเตรียมตัวรับวันปีใหม่ที่จะมาถึงในวันที่ 31 ธันวาคม เรียกกันว่าวันโอมิโซกะ ซึ่ง
    ในวันโอมิโซกะ ผู้คนจะต้อนรับปีใหม่ด้วยการรับประทานโทชิโคชิโซบะ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการมีอายุยืนยาว ชาวญี่ปุ่นจะรับประทานโซบะ เพื่อจะได้มีอายุยืนยาวต่อไปอีกนานเหมือนเส้นหมี่ (ประเพณีการรับประทานโทชิโคชิ โซบะ นี้เริ่มขึ้นในสมัยเอโดะ (Edo)) ตกเวลากลางคืนจะพร้อมใจกันฟังเสียงระฆังโจยะ โนะ คาเนะ จากวัดที่มีชื่อเสียงทั่วประเทศ ซึ่งจะมีการถ่ายทอดทางสถานีโทรทัศน์และวิทยุ พระจะผลัดกันตีระฆังในวัดให้ครบ 108 ครั้ง ถือเป็นการขับไล่กิเลสชั่วร้าย 108 อย่างที่มีอยู่ในตัวมนุษย์ เมื่อเสียงระฆังครั้งสุดท้ายสิ้นสุดลง กิเลส ตัณหาความอยากได้สิ่งต่าง ๆ ในโลกนี้ของมนุษย์ก็จะถูกชะล้างไป เพื่อจะได้ต้อนรับวันขึ้นปีใหม่ด้วยจิตใจอันบริสุทธิ์

     
     

    ดอกซากุระกับคนญี่ปุ่น
    คุณรู้จักดอกซากุระไหม? ดอกซากุระเป็นสัญลักษณ์ของฤดูใบไม้ผลิของญี่ปุ่น จะบานตั้งแต่ปลายมีนาคมถึงต้นพฤษภาคม (เนื่องจากประเทศญี่ปุ่นมีลักษณะเป็นเกาะทอดยาวตามแนวเหนือมาใต้ ดังนั้นช่วงที่ดอกซากุระบานจึงต่างกันไปเล็กน้อย) คนญี่ปุ่นผูกพันกับดอกซากุระมาตั้งแต่สมัยโบราณและที่ญี่ปุ่นจะมีวัฒนธรรมที่เรียกว่า “ฮานามิ” ( ไม่ใช่ชื่อขนมนะ !) “ฮานะ” หมายถึง “ดอกไม้” และ “มิ” หมายถึง “การดู” ( มาจาก “มิรุ” กริยา ดู ) แต่สำหรับดอกไม้อื่น (ที่ไม่ใช่ดอกซากุระ) จะไม่ใช้คำว่า “ฮานามิ” เช่น ไปลพบุรี ดูดอกทานตะวันจะเรียก “ฮานามิ” ไม่ได้

    เทศกาล “ฮานามิ” สำหรับคนญี่ปุ่นจะนิยมนั่งใต้ต้นซากุระ ล้อมวงกันทานอาหารหรือดื่มเหล้ากับครอบครัว, เพื่อน ๆ หรือคนที่ทำงานบริษัทเดียวกัน

    แต่อายุของดอกซากุระจะบานในระยะเวลาสั้น ๆ เท่านั้น ประมาณหนึ่งอาทิตย์ก็จะร่วงหล่นหมดและช่วงเวลานั้น อากาศโดยทั่วไปของญี่ปุ่นก็จะค่อย ๆ อุ่นขึ้น ซึ่งจะเห็นได้ว่าดอกซากุระนี้แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงของฤดู และเป็นดอกไม้ที่มีความสัมพันธ์กับชีวิตและวัฒนธรรมของคนญี่ปุ่นทุกคน
    แปลและเรียบเรียงโดย อาจารย์คาโต

    เรื่องราวของ "หยก"
    หยกเป็นอัญมณีที่มีความสวยงามชนิดหนึ่ง หลายคนอาจชื่นชอบและชื่นชมในความสวยงามของหยก "หยก-Jade" มาจากภาษาสเปนว่า piedra de hijada หมายถึงหินเนื้อดี เชื่อว่าหยกสามารถรักษาอาการผิดปกติเกี่ยวกับสะโพกได้ หยกเป็นพลอยเนื้ออ่อนแต่ราคาค่อนข้างแข็ง จึงจัดเข้าเป็นพวก Precious Stone หรือรัตนชาติ หยกมีอยู่ด้วยกัน 2 ชนิด คือ หยกอ่อน (Nephaite) ซึ่งมีราคาถูก และหยกแข็ง (Jadeite) ที่มีราคาสูงลิ่ว เจไดต์มีลักษณะโปร่งแสงและเป็นมันวาว สีของหยกมีหลากหลายตั้งแต่ขาวไปจนถึงเขียว ดำ น้ำตาล และแดง ชาวจีนถือว่าหยกสีเขียวมรกตเป็นหยกที่มีค่ามากที่สุด

    คนจีนเรียกหยกว่า หยู ยุก หยุก และเง็ก ยกย่องว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งคุณธรรม 5 ประการ คือ ใจบุญ สมถะ กล้าหาญ ยุติธรรม มีสติปัญญา เชื่อว่าเป็นสื่อของพลังในการสร้างสรรค์ มีอำนาจคุ้มครองป้องกันอัปมงคลและรักษาโรคได้ เด็กๆ ชาวจีนมักถูกให้สวมเครื่องรางทำด้วยหยกชิ้นเล็กๆ เพื่อป้องกันโรคภัย และมีการนำหยกไปบดละลายกับน้ำค้างนำมาดื่ม เชื่อว่าจะทำให้จิตใจสงบ มีตำนานเล่าว่าเมื่อผานกู่สิ้นชีพ ลมหายใจของท่านได้กลายเป็นสายลมกับหมู่เมฆ เนื้อหนังกลายเป็นดิน ไขกระดูกกายเป็นหยกและไข่มุก ดังนั้นชาวจีนจึงเชื่อว่าหยกมีอำนาจวิเศษด้วย ชาวจีนโบราณเคยใช้หยกในการประกอบพิธีศาสนา และหลังจากนั้นจึงนำมาใช้เป็นเครื่องประดับ

    หยกสีเขียว เป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ ร่ำรวย หยกสีขาว สัญลักษณ์ของความมีโชคดี หยกสีม่วง สัญลักษณ์ของชีวิตที่มีความสมบูรณ์พร้อม หยกสีอ่อนๆ เนื้อแก้ว สัญลักษณ์ของจิตใจที่สงบสุข
    สีของหยกที่จัดว่าสวยที่สุดนั้นเรียกว่า Imperial Jade มีสีเขียวเข้มเพียงสีเดียว ไม่มีสีอื่นปนเลย ส่วนหยกที่มีสีเขียว แดง ขาว เหลือง ม่วง และดำ หากปน 3 สีในเม็ดเดียวกันเรียก "หยก 3 สี" ชาวจีนเรียก "ฮก ลก ซิ่ว" มีค่า หายาก ถือเป็นสิริมงคลของเจ้าของ

    แหล่งผลิตเครื่องหยกที่ขึ้นชื่ื่อของจีนในปัจจุบันตั้งอยู่ที่เมืองชิงเทียน (มณฑลเจ๋อเจียง) โซ่วซาน (มณฑลฝูเจี้ยน)และลั่วหยาง (มณฑลเหอหนาน)

    Home | About Us | Subject | Time Table | High Light News | Comment | Contact Us
    JCC Japanese - Chinese Language School.
    Ploenchit Branch : 4nd Floor,496-502,Amarin Plaza, Ploenchit Rd., Bkk 10330. Tel: 0-2252-8862
    Srinakarin Branch : 3079, 3nd Floor, Seacon Square(Lotus Side) Srinakarin Rd., Bkk 10250. Tel: 0-2721-8229
    Email: info@jccschool.com